หน้าที่13 - นิยายรัก ตอนที่ 12 : ดอกไม้แทนความรู้สึก | วิชาการ.คอม
1
154

หัวใจบ่มรัก

ในสายตาของพศวัต “เด็กกะโปโล” คือตัวตนของวรรณวลี และในสายตาของวรรณวลีตัวตนของพสวัตก็คือ “ตาแก่” ปล.คำเตือนนิยายเรื่องนี้อัพแค่ 70% นะคะ ^_^
ผู้เขียน: เกศมณี ชมแล้ว: 12,489 ครั้ง
post ครั้งแรก: Tue 3 July 2012, 9:25 pm ปรับปรุงล่าสุด: Sun 30 September 2012, 1:55 pm
อยู่ในส่วน:

หน้าที่ 13 - ตอนที่ 12 : ดอกไม้แทนความรู้สึก

ตอนที่ 12

 

ดอกไม้แทนความรู้สึก

 

เช้าของการทำงานวันแรกของสัปดาห์ก็เหมือนกับที่ผ่านมาคือมีช่อดอกไม้ของรเมศวางอยู่บนโต๊ะ วรรณวลีมองแล้วส่ายศีรษะไม่รู้ว่าชายหนุ่มไปสั่งดอกไม้ร้านไหนถึงมาส่งได้แต่เช้าทุกวัน แถมวันหยุดก็ไปส่งให้ที่บ้าน และการทำอย่างนั้นของชายหนุ่มในครั้งแรกๆ เป็นเหตุให้เธอโดนบุพการีทั้งสองซักไซร้ถึงที่มาที่ไปขอเจ้าช่อดอกไม้ราคาแพงนั้น และทันทีที่รู้ว่าเจ้าของช่อดอกไม้นั้นเป็นของใคร เธอก็ยิ่งโดนซักหนักเข้าไปอีก เพราะพวกท่านพอรู้คนส่งหวังผลอะไร จนเธอต้องยืนยันว่าไม่ได้คิดอะไรกับเจ้าของดอกไม้เพียงแต่ปฏิเสธที่จะรับไม่ได้เท่านั้น และถึงจะปฏิเสธก็คงไม่ได้ผลเพราะเคยทำมาแล้ว เพียงเท่านั้นบุพการีทั้งสองของเธอก็มีสีหน้าคล้ายกับโล่งอกโล่งใจมาก เห็นแล้วก็ได้แต่ขำไม่รู้จะหวงลูกสาวอะไรนักหนา

 

วรรณวลีเดินเข้าไปหยิบดอกไม้ช่อใหญ่ขึ้นมาแล้วก็ทำอย่างเช่นทุกครั้งคือนำดอกไม้ในช่อไปใส่แจกันเปลี่ยนกับอันเก่าที่เหี่ยวเฉาไปแล้ว เมื่อจัดการเสร็จเธอก็ยกมือป้องปากหาวรู้สึกง่วงกว่าปกติ จึงคิดว่าวันนี้คงต้องไปชงกาแฟมาดื่มเสียหน่อย จากที่ปกติไม่ค่อยจะดื่มถ้าไม่ง่วงจริงๆ แต่พักหลังมานี้ตั้งแต่มึนตึงกับพศวัตเธอก็มักจะนอนไม่ค่อยหลับมักคิดอะไรเรื่อยเปื่อย เวลามาทำงานเลยต้องพึ่งกาแฟ 

 

และระหว่างที่กำลังชงกาแฟให้ตัวเองอยู่นั้นก็เป็นจังหวะเดียวกับที่กชนุชก็เขามาชงกาแฟดื่มเช่นกัน ดังนั้นจากที่จะยกไปดื่มที่โต๊ะทำงาน วรรณวลีก็เปลี่ยนใจดื่มมันที่นั่นไปเลย ดื่มไปคุยกันไปตามประสาผู้หญิง จนกระทั่งได้เวลาทำงานทั้งสองสาวจึงแยกย้ายกันไปทำหน้าที่ของตัวเอง

 

กชนุชเดินมานั่งประจำโต๊ะทำงานหน้าห้องประธานหนุ่ม ในขณะที่วรรณวลีเดินเข้าไปในห้องทำงานแล้วต้องขมวดคิ้วสวยมุ่น เมื่อไม่เห็นร่างสูงของเจ้าของห้องอย่างพศวัต เพราะปกติอย่างช้าเขาต้องมาถึงที่ทำงานไม่ต่ำกว่าครึ่งชั่วโมง แต่วันนี้แปลกแฮะมาสาย คิดพลางโคลงศีรษะ ก่อนจะเดินไปนั่งที่โต๊ะและหยิบแฟ้มงานที่พสวัตเพิ่งเอาให้เธอลองอ่านศึกษาเพิ่มเติมเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา มาอ่านระหว่างรอว่าวันนี้เขาจะมีงานอะไรให้เธอช่วยทำบ้าง แต่แค่เพียงเอาแฟ้มแรกมาเปิดเสียงโทรศัพท์ของเธอก็ดังขึ้น วรรณวลีถอนหายใจไม่ต้องดูก็รู้ว่าใครโทร.มา อีกทั้งวันนี้พศวัตไม่อยู่เธอไม่จำเป็นต้องเสแสร้งปั้นหน้าแช่มชื่นตอนรับโทรศัพท์

 

“สวัสดีค่ะคุณรเมศ ขอบคุณสำหรับดอกไม้นะคะ”

 

หญิงสาวเอ่ยประโยคเดิมๆ แบบไม่ผิดเพี้ยนจากทุกวัน

 

“ดีใจที่คุณชอบ กลางวันนี้…”

 

“วันนี้ฉันขอปฏิเสธแล้วกันนะคะ พอดีมีธุระ”

 

วรรณวลีเอ่ยดักเพราะรู้ว่าชายหนุ่มกำลังจะชวนเธอไปทานข้าวเที่ยงอย่างเช่นทุกวัน และด้วยประโยคเดิมเปะๆ ไม่มีผิดเพี้ยนแม้แต่คำพูดเดียว และที่แล้วมาเธอก็บ้าจี้ตอบรับไปเสียทุกครั้ง ทั้งนี้ทั้งนั้นก็แค่ประชดใครบางคนแถวนี้ก็เท่านั้น แต่วันนี้เขายังไม่มาก็ขอปฏิเสธดีกว่า ที่สำคัญเหนื่อยด้วย นอนไม่พอ ง่วง ไม่อยากไปไหนไกลๆ กะว่าวันนี้จะหาอะไรทานมันที่บริษัทนี้แหละ

 

“ให้ผมพาไปไหมครับ”

 

ปลายสายยังอาสาอย่างกระตือรือร้น วรรณวลีจึงรีบปฏิเสธพร้อมกับส่ายศีรษะอย่างเคยชินเบาๆ

 

“อย่าเลยค่ะ มันเกี่ยวกับงาน แค่นี้นะคะ ฉันต้องทำงาน”

 

และก็เหมือนเคยที่วรรณวลีเอาเรื่องงานมาอ้างในการตัดสายทันทีที่พูดจบ โดยไม่ให้เวลาอีกฝ่ายได้โต้ตอบ แต่มันทุกครั้งเธอคิดว่ารเมศเองก็คงรู้สึกได้ มือบางวางโทรศัพท์ไว้บนโต๊ะ ก่อนจะมองนาฬิกาข้อมือแล้วมองไปที่ประตูก็ยังไม่มีวี่แววว่าเจ้าของห้องจะมา มีอะไรหรือเปล่านะ คิดอย่างเป็นห่วง แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ จะโทร.ถามก็ไม่กล้า ดังนั้นสิ่งที่ทำได้คือรอดูไปอีกสักพัก

 

ผ่านไปเกือบชั่วโมงพศวัตก็ยังไม่โผล่มา ไม่มีแม้โทรศัพท์มาบอกว่ามันยังไงตกลงวันนี้จะมาหรือไม่มา วรรณก้มดูนาฬิกาสีเงินเรือนเล็กบนข้อมมือเป็นรอบที่สอง ก่อนจะตัดสินใจลุกขึ้นเดินออกไปหากชนุชที่หน้าห้อง 

 

“คุณนุชคะ วันนี้คุณพตไม่มาทำงานเหรอคะ”

 

เลขาสาวใหญ่ละสายตาจากหน้าจอคอมพิวเตอร์ นิ้วเรียวที่พิมพ์รัวอย่างชำนาญหยุดชั่วคราว แล้วหันมายิ้มให้พร้อมกับตอบคำถาม

 

“มาค่ะ แต่จะเข้าช้าหน่อย เพิ่งโทร.มาบอกเมื่อครึ่งชั่วโมงก่อนนี้เองค่ะว่าติดธุระ”

 

“ไม่ได้มีอะไรใช่ไหม”

 

วรรณวลีถามย้ำอย่างรู้สึกเป็นห่วงก ลัวจะมีอะไรมเกิดขึ้นกับชายหนุ่มากกว่าธุระที่ว่าหรือเปล่า

 

“ไม่มีอะไรค่า คุณเปรี้ยวไม่ต้องเป็นห่วงนะคะ ดิฉันคิดว่าอีกไม่เกินชั่วโมงหรืออาจจะเร็วกว่านั้นคุณพตจะต้องโผล่หน้ามาให้คุณเปรี้ยวเห็นแน่นอนค่ะ”

 

บอกยิ้มๆ ทำให้วรรณวลีถึงกับหน้าแดงก่ำและทำหน้าเหลอหลามองซ้ายมองขวาพยายามหาข้อแก้ตัวให้กับตัวเอง เมื่อโดนจับได้

 

“อะ…เอ่อ เปรี้ยวเปล่าเป็นห่วงซะหน่อย เปรี้ยวแค่ไม่รู้จะทำอะไรแค่นั้นเอง เดี๋ยวไปอ่านเอกสารที่ค้างอยู่ต่อก็ได้”

 

ว่าแล้วร่างบางในชุดทำงานทะมัดทะแมงก็วิ่งปรุ๊ดหายเข้าไปในห้องทำงาน เลขาสาวใหญ่เห็นแล้วได้แต่ส่ายหน้า ไม่เข้าใจว่าสองหนุ่มสาวคู่นี้เล่นอะไรกันอยู่ ทั้งที่ดูเหมือนจะมีใจต่อกันแต่ทำมั๊ยทำไมถึงปากแข็งกันนัก

 

 

 

แล้วก็เป็นไปตามที่เลขาสาวใหญ่คาดการณ์ เวลาผ่านไปหลังจากนั้นเกือบครึ่งชั่วโมงร่างสูงของพศวัตก็ปรากฏตัวพร้อมกับกระถางผูกริบบิ้นสีหวานของดอกไม้สีม่วงช่อเล็กๆ และมีกลิ่นหอม

 

“สวัสดีค่ะท่านประธาน แล้วนี่ดอกอะไรคะเนี่ย สีม่วงสวยจัง หอมด้วย”

 

กชนุชถามพลางมองดอกไม้ในกระถางเล็กๆ อย่างสนใจ ไม่ใช่แค่มันสวยและหอมแต่เธอกำลังคิดว่าเจ้านายซื้อมันมาทำไม หรือว่า… เลขาสาวใหญ่คิดยิ้มๆ ขณะเหลือบตามองไปที่ประตูหน้าห้องทำงาน

 

“เห็นคนขายเขาบอกว่ามันชื่อดอกไฮยาซินธ์น่ะ”

 

ไม่พูดเปล่าชายหนุ่มยังจรดปลายจมูกไปที่พวงดอกเล็กๆ นั้นแล้วสูดกลิ่นหอมเบาๆ ก่อนจะระบายยิ้มด้วยความหวังที่ว่าคนรับจะยินดีรับและเข้าใจในความหมายของมัน

 

“อ๋อ…ค่ะ น่าสนใจนะคะ ไว้ไปลองหาซื้อมาเลี้ยงสักต้นดีกว่า ว่าแต่อย่าบอกนะว่าที่ท่านประธานเข้าบริษัทช้าเพราะไปซื้อดอกไม้กระถางนี้”

 

พศวัตไม่ตอบหันมายิ้มอายๆ พยักหน้าน้อยๆ ก่อนจะเดินหน้าบานเข้าห้องทำงานไป ปล่อยให้เลขาสาวใหญ่มองแล้วอดที่จะเผลอยิ้มตามไม่ได้

 

ด้วยความที่พะวงระคนเป็นห่วงเจ้าของห้องอยู่ตลอดเวลา ทำให้วรรณวลีแทบจะไม่มีสมาธิกับแฟ้มงานตรงหน้า  ใจร่ำๆ จะกดโทร.ไปหาชายหนุ่มก็หลายครั้ง แต่สุดท้ายก็ไม่กล้า ได้แต่นั่งจดๆ จ้องๆ จนกระทั่งได้ยินเสียงเปิดประตู พร้อมกับการปรากฏตัวของคนอยู่ในความคิดทำให้วรรณวลีเผลอยิ้มออกมาอย่างดีใจ และมารู้ตัวก็ตอนที่มีรอยยิ้มเจ้าเสน่ห์จากคนตัวสูงตอบกลับมา เธอจึงรีบก้มหน้าก้มตาแสร้งสนใจอ่านงานจากแฟ้มตรงหน้า เพื่อกลบเกลื่อนความขวยเขินที่เกิดขึ้น

 

ร่างสูงของพศวัตเดินเข้ามาในห้องอย่างมั่นใจ ก่อนจะหยุดยืนนิ่งอยู่กลางตรงห้องนานเป็นนาที เมื่อความมั่นใจเต็มร้อยที่มีก่อนหน้านั้นเริ่มหดหาย เกิดอาการลังเลว่าจะเดินไปที่โต๊ะของวรรณวลีแล้วทำตามที่ตั้งใจเอาไว้หรือจะเดินไปที่โต๊ะทำงานของตัวเองเพื่อตั้งหลักอีกครั้งดี แต่พอนึกถึงวันหยุดเสาร์อาทิตย์ที่ผ่านมา อาการแบบมันเกิดขึ้นแล้วและตอนนั้นเขาตัดสินใจกลับมาตั้งหลักทั้งที่มันน่าจะเป็นโอกาสเหมาะ ดังนั้นวันหยุดสองวันที่ผ่านมาจึงหมดไปกับการด้อมๆ มองๆ ข้ามรั้วบ้านเท่านั้น

 

พศวัตสูลมหายใจเข้าปอดลึกๆ เพื่อเรียกความมั่นใจ จากนั้นก็ข่มความอายเดินไปหยุดยืนหน้าโต๊ะทำงานของวรรณวลีพร้อมกับวางกระถางเล็กๆ ของดอกไฮยาซินธ์ลงตรงหน้าของหญิงสาว

 

“พี่ให้ แล้วก็เอ่อ…”

 

“หือ…”

 

เมื่อวรรณวลีครางเสียงหลงพลางเงยหน้าที่กลังขมวดคิ้วมุ่นขึ้นมองเจ้าของกระถางดอกไม้น่ารัก ซึ่งถ้าเธอจำไม่ผิดน่าจะเป็นดอกไฮยาซินธ์ด้วยสีหน้างงๆ ก่อนจะถามออกไปอย่างสงสัยจริงๆ ใช่เสแสร้ง

 

“เนื่องในโอกาสอะไรคะ”

 

“เนื่องในโอกาส โอกาส…โอกาสอยากให้ไง แล้วก็พรุ่งนี้ไปทานข้าวเที่ยงกับพี่นะ ห้ามปฏิเสธล่ะเพราะพี่ถือว่าจองเอาไว้ล่วงหน้าแล้ว”

 

พูดจบก็เดินรีบเดินหน้าแดงไปที่โต๊ะทำงานของตัวเอง ทั้งอายทั้งโมโหตัวเองที่แค่เพียงถูกขัดจังหวะเล็กน้อยก็ทำให้ไม่กล้าเอ่ยปากขอโทษหญิงสาวที่ที่ผ่านมาเขาอาจจะเผลอพูดไม่ดีไปบ้าง จากนั้นก็กลบเกลื่อนอารมณ์ทั้งหมดด้วยการพยายามปรับสีหน้าให้ปกติเข้าไว้พร้อมกับคว้าแฟ้มงานที่วางบนโต๊ะมาเปิดดู คล้ายกับว่าตอนนี้เขาได้เข้าสู่โหมดทำงานทั้งที่จริงแล้วใจของเขายังเต้นโครมคราม ไม่น่าเชื่อว่าตัวเองจะเป็นไปได้มากถึงเพียงนี้ กะอีแค่เอาดอกไม้ที่เขาใช้เวลาเลือกซื้อนานถึงนามากให้แล้วพูดในสิ่งที่คิดออกไปแค่นี้เอง แต่ทำไมเขาทำไม่ได้ ทั้งที่กับผู้หญิงคนที่ผ่านๆ มาเรื่องแค่นี้ถือว่าเล็กน้อย แต่กับวรรณวลีมันไม่ใช่

 

ด้านวรรณวลีที่พอได้ยินคำสั่ง ใช่! เธอคิดว่ามันเป็นคำสั่งมากกว่าคำขอให้ไปทานข้าวกลางวันกับพศวัตในวันพรุ่งนี้ก็ชักสีหน้าบึ้งตึง แต่พอหันมาเจอช่อดอกไฮเยนซินธ์สีม่วงก็อดไม่ได้ที่จะแอบยิ้ม ทั้งที่คนให้ก็บอกเพียงว่าอยากให้เท่านั้น ไม่ได้มีอะไรพิเศษสักหน่อย แต่ก็น่ะสำหรับเธอแล้วอะไรที่เกี่ยวกับผู้ชายคนนี้มันก็พิเศษไปหมดนั่นแหละ รู้สึกอย่างนั้นแต่เรื่องอะไรเธอจะต้องแสดงออกด้วย คิดแล้ววรรณวลีก็ทำทีหยิบยกกระถางเล็กๆ ผูกริบบิ้นน่ารักของดอกไฮเยนซินธ์ขึ้นมา พร้อมกับปรับสีหน้าให้นิ่งสนิทติดจะเฉยชา แล้ววางมันไปไกลจนสุดมุมโต๊ะด้วยท่าทีคล้ายกับไม่ได้สนใจไยดีมันเลยสักนิด จากนั้นก็ก้มหน้าก้มตาสนใจแฟ้มตรงหน้าต่อ โดยกิริยาท่าทางอย่างนั้นของวรรณวลี มีสายตาของพศวัตมองมาอย่างตัดพ้อ ทีได้ดอกไม้จากไอ้หมอนั่นทำหน้าระรื่นแล้วเอาจัดใส่แจกันอย่างดี แต่ทีของเขากลับผลักออกห่างอย่างกับรังเกียจคล้ายกลับมันคืออะไรสักอย่างที่ไม่มีค่า

 

และในขณะที่พศวัตกำลังนั่งหัวฟัดหัวเหวี่ยงไปเองคนเดียว เสียงโทรศัพท์ของเขาก็ดังขึ้น ชายหนุ่มหยิบมันขึ้นมาดูและชื่อที่ปรากกฏหราอยู่ที่หน้าจอ ทำให้เขาทำหน้าเหมือนคนเพิ่งนึกขึ้นมาได้ ว่าพักนี้เขายุ่งและใจจดจ่ออยู่กับวรรณวลีจนไม่ได้ติดต่ออชิรญาเลย

 

“ครับฟ้า”

 

หลังจากกดรับและทักทายพศวัตก็เงียบ หูฟังอชิรญาตัดพ้อออดอ้อนตัวเองมาตามสาย หากแต่สายตานั้นกลับเหลือบไปมองหญิงสาวอีกคนในห้อง หวังจะเจอปฏิกิริยาอะไร และก็น่าแปลกใจระคนดีใจที่ในจังหวะที่เขาหันไปวรรณวลีก็หันมามองพอดี เขาแอบเห็นความไม่พอใจฉายผ่านออกมาจากดวงตากลมโตคู่นั้น แม้จะแค่แวบเดียวก็เถอะ เพราะหลังจากนั้นเธอก็รีบหลบสายตา โดยการหันกลับไปสนใจงานตรงหน้าต่อ

 

“เที่ยงนี้เหรอ อืม…ได้ครับ ผมเองก็มีเรื่องสำคัญอยากจะคุยกับคุณเหมือนกัน”

 

พศวัตดึงความสนใจกลับมาและทบทวนในสิ่งที่ต้นสายอย่างอชิรญาขอครู่หนึ่ง ก่อนตอบตกลงเพราะเขากับอชิรญาก็ห่างกันไปพักหนึ่ง รู้สึกจะตั้งแต่งงานเลี้ยงคืนนั้นเลยมั้งที่ไม่ได้ติดต่อกันเลย เมื่อสบโอกาสจึงอยากจะต้องเคลียร์เรื่องระหว่างเขากับอชิรญาแบบจริงๆ จังๆ เสียที หลังจากที่เคยคิดแต่ก็ไม่ได้ทำสักที

 

เมื่ออชิรญาตอบรับและเอ่ยลาเสียงหวานหยดย้อย พศวัตก็วางสาย จากนั้นก็กดอินเตอร์คอมเรียกเอางานจากเลขาสาวใหญ่หน้าห้อง

 

“คุณนุชครับผมขอรายละเอียดเกี่ยวกับลูกค้าที่เราจะต้องไปคุยสัญญาในวันศุกร์นี้ให้ผมด้วยครับ”

 

ไม่ถึงนาทีเลขาสาวใหญ่ที่รออยู่แล้วก็เข้าห้องมาพร้อมกับสิ่งที่เจ้านายต้องการ เธอทำเป็นสองชุดตามที่พศวัตได้สั่งเอาไว้ตั้งแต่วันศุกร์ที่แล้ว หนึ่งชุดให้กับตัวเขาเองส่วนอีกชุดให้นำไปให้วรรณวลีได้ศึกษาและวรรณวลีก็สามารถออกความคิดเห็นได้ ถือเป็นการให้หญิงสาวได้เรียนรู้ไปในตัว

 

 

 

ก่อนเวลาเที่ยงเล็กน้อยพศวัตก็ออกจากบริษัทไปรับอชิรญาตามที่นัดหญิงสาวเอาไว้ โดยที่คิดเอาเองว่าวรรณวลีก็คงมีนัดกับรเมศอย่างเช่นปกติเหมือนทุกวัน แต่เขาไม่รู้หรอกว่านั่นมันเป็นเพียงสิ่งที่เขาคาดเดาเอาเอง เพราะทันทีที่ได้เวลาพักวรรณวลีก็ลุกเดินออกจากห้อง เพื่อจะไปหาซื้อมื้อเที่ยงที่โรงอาหารของบริษัท แต่เดินออกมาเธอก็ยังเห็นกรนุชนั่งอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ 

 

“คุณนุชไม่ไปทานข้าวเหรอคะ”

 

วรรณวลีถามพลางเลิกคิ้วขึ้นเมื่อเห็นว่าหน้าจอคอมพิวเตอร์ของเลขาสาวใหญ่ไม่ใช่อะไรที่เกี่ยวกับงานอย่างทุกครั้ง แต่เป็นเวบเกี่ยวกับดอกไฮยาซินธ์

 

“อ๋อ กำลังจะไปค่ะแต่พอดีติดพันการหาข้อมูลดอกไม้ที่ท่านประธานซื้อมา เห็นมันสวยดีค่ะเลยคิดว่าวันหยุดนี้อาจจะไปหาซื้อมาเลี้ยงสักต้น และพอดูไม่น่าเชื่อว่ามันมีหลายสีเลยและแต่ละสีความหมายต่างกันด้วย อย่างสีม่วงที่คุณพตซื้อมาความหมายดีนะคะ โปรดอภัยให้ฉันเถอะหรือพูดง่ายๆ ก็คือการขอโทษนั่นเอง ท่านประธานนี้น่ารักนะคะเข้าใจซื้อดอกไม้”

 

กชนุชบอกพลางมองคนที่ได้รับดอกไม้จากท่านประธานหนุ่มของเธอแล้วยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ ด้านวรรณวลีก็ได้แต่อ้าปากค้างหน้าแดงระเรื่อไม่คิดว่ากชนุชจะรู้

 

“อะ…เอ่อ…เขาก็ให้มาอย่างนั้นแหละค่ะ ไม่มีอะไรพิเศษหรอก อาจจะไปทำธุระเดินผ่านเลยซื้อมาฝาก”

 

บอกราวกับไม่สนใจ ทั้งที่ปฏิกิริยาทางร่างกายมันแสดงออกเด่นชัด วึ่งก็ไม่น้อยหน้าปฏิกิริยาทางใจที่พองโตตั้งแต่ได้ยินความหมายของเจ้าดอกไม้พวงเล็กน่ารักที่พศวัตให้นั้นมันคือการขอโทษ เธอไม่รู้หรอกว่าคนให้รู้ถึงความหมายของสิ่งที่ให้หรือเปล่า แต่ถึงอย่างนั้นมันก็ทำให้เธอรู้สึกดีสุดๆ

 

“คุณเปรี้ยวคิดอย่างนั้นจริงๆ เหรอคะ”

 

เลขาสาวใหญ่ถามพลางหรี่ตามองอย่างรู้สึกสนุก เมื่อใบหน้าสวยของอีกฝ่ายนั้นยิ่งแดงก่ำหนักเข้าไปใหญ่และถ้าขืนไม่หยุดล้อได้แดงไปทั้งตัวแน่

 

“เฮ้อ…คุณเปรี้ยวจะคิดอย่างนั้นก็ช่างเถอะนะคะ แต่ตอนนี้ดิฉันขอหาวิธีการดูแลรักษาเจ้าดอกไฮยาซินธ์แสนสวนนี้ก่อนละกัน เพราะพี่กะว่าจะไปกวาดซื้อมันมาทุกสีเลย” 

 

“งั้นเดี๋ยวเปรี้ยวค่อยมาถามวิธีการรักษาดูแลไอ้เจ้าดอกไฮยาซินธ์กับนุชแล้วกันนะคะ ได้มายังไม่รู้เลยว่าจะดูแลยังไง แต่ตอนนี้ขอไปหาอะไรกินแล้วกันนะคะ เสร็จแล้วจะได้มางีบสักหน่อย”

 

วรรณวลีบอกเสียงร่าเริง ท่ามกลางความโล่งอกที่เลขาสาวใหญ่เลิกล้อเลียนเสียที ไม่ใช่ว่าไม่ชอบหรอกนะแต่มันอายและกลัวเผลอแสดงท่าทีพิลึกๆ ออกไปให้โดนจับความรู้สึกที่แท้จริงได้

 

“อ้าว วันนี้คุณเปรี้ยวไม่ได้นัดทานข้าวกับคุณรเมศเหมือนทุกวันเหรอคะ”

 

เลขาสาวใหญ่ถามอย่างสงสัย แม้เรื่องที่วรรณวลีมีนัดกับรเมศทุกเที่ยงจะไม่ได้รู้จากปากเจ้าตัว แต่เธอก็เห็นหญิงสาวมีหนุ่มหล่อมารอรับออกไปข้างนอกทุกวัน บวกกับเจ้านายของเธอที่บ่นอารมณ์เสียเป็นหมีกินผึ้งให้ได้ยินบ่อยๆ เวลาที่วรรณวลีกลับมาช้า ทั้งที่ยังไม่ถึงเวลาเข้างาน

 

“ไม่ล่ะคะ รู้สึกเหนื่อยๆ ง่วงๆ เลยว่าจะหาอะไรกินที่บริษัทแล้วขึ้นมาหลับสักงีบ ไปนะคะ”

 

เอ่ยจบร่างบางก็เดินตรงไปที่ลิฟท์ลงไปหาซื้อมื้อเที่ยงแสนง่ายอย่างขนมปังกับนมสักกล่องใส่ท้อง และเมื่อทานเสร็จเธอก็กลับขึ้นมาที่ห้องทำงาน ที่ตอนนี้เงียบสงบ ตอนแรกกะจะฟุบหลับลงที่โต๊ะทันที แต่หางตาก็เหลือบไปเห็นเจ้าดอกไม้สีม่วงเลยอดไม่ได้ที่จะหยิบยกเอาทั้งกระถางเล็กๆ ผูกริบบิ้นดูน่ารักมาแล้วจรดปลายจมูกลงดอมดมพลางหลับตาเพื่อซึมซับเอากลิ่นหอมๆ ขณะเดียวกันก็นึกถึงความหมายของมัน ก็อดที่จะคลี่ยิ้มออกมาอย่างมีความสุขไม่ได้

 

วรรณวลีลืมตาพลางสูดกลิ่นที่ติดปลายจมูกแรงๆ จากนั้นก็ฟุบตะแคงใบหน้าลงกับโต๊ะ โดยที่เรียวแขนทั้งสองโอบกอดกระถางดอกไม้แสนสวยความหมายดีนั้นแนบเข้ากับแก้มนวล ไม่นานหญิงสาวก็ผลอยหลับไปทั้งที่ใบหน้ายังเปื้อนไปด้วยรอยยิ้ม

 

 

 

บ่ายโมงนิดๆ ขณะที่เลขาสาวใหญ่ก้มหน้าก้มตาทำงานของตัวเองอย่างขยันขันแข็ง หากต้องรีบลุกขึ้นยืนมองเจ้านายหนุ่มที่เปียกชุ่มไปทั้งตัวอย่างตกใจ

 

“คุณพตไปทำอะไรมาคะทำไมเปียกไปหมดทั้งตัวอย่างนี้”

 

ถามออกไปอย่างพลั้งปากไม่อยู่และใจก็ไม่ได้คิดหรอกว่าจะได้คำตอบจากเจ้านาย หากแต่ร่างสูงนั้นกลับหยุดแล้วก้มลงมองสภาพตัวเองจากนั้นก็หัวเราะน้อยๆ พร้อมกับยักไหล่ตอบคำถามของเลขาคนเก่งอย่างไม่ยี่หระ 

 

“ฝีมือของฟ้าเขาน่ะครับ และคงไม่ต้องบอกมั้งว่าเพราะอะไร”

 

กชนุชพยักหน้ารับอย่างเข้าใจ ถ้ามาอีหรอบนี้ ไม่บอกเธอก็พอรู้ว่าไปว่าเจ้านายหนุ่มคงไปตัดสัมพันธ์กับคู่ควงคนล่าสุดอย่างอชิรญามาแน่ๆ รายนี้น้ำเปล่า แต่เธอจำได้ว่ารายที่แล้วรู้สึกจะน้ำหวาน เพราะเจ้านายของเธอกลับมาพร้อมกับคราบสีแดงเลอะไปทั้งตัว แต่ก็แปลกที่แม้จะเลอะเปรอะเปื้อนขนาดไหนชายหนุ่มก็ไม่คิดจะเปลี่ยนเสื้อตัวใหม่ให้เรียบร้อย กลับเลือกมาเปลี่ยนที่ห้องทำงานเสมอ หรือเขาต้องการจะให้เธอซึ่งเป็นเลขารู้ว่าเขาจะเปลี่ยนผู้หญิงแล้วนะ ว่าแต่คราวนี้ผู้หญิงคนต่อไปของพศวัตจะเป็นใคร หรือว่า…

 

“เอ้อ แล้วเปรี้ยวล่ะครับคุณนุชกลับมายัง”

 

ชายหนุ่มที่กำลังจะเปิดประตูห้องทำงานเอี้ยวตัวกลับมาถามเลขาสาวใหญ่ที่กำลังยืนคิดว่าผู้หญิงคนต่อไปของเจ้านายคือใคร และคนที่เธอคิดก็คือคนเดียวกับที่ถูกถามถึงแบบพอดิบพอดี

 

“คุณเปรี้ยวเหรอคะ อยู่ในห้องค่ะไม่รู้ตื่นหรือยัง เห็นเมื่อกลางวันบอกว่าจะรีบทานข้าวแล้วขึ้นมาหลับสักงีบ”

 

“ไม่ได้ออกไปกับหมอนั่นเหรอ”

 

ถามอย่างแปลกใจ ซึ่งเลขาสาวใหญ่ก็รีบส่ายหน้า เพียงเท่านั้นร่างสูงก็รีบเปิดประตูเข้าไปในห้อง แล้วเพ่งสายตาไปที่โต๊ะทำงานของวรรณวลีเป็นจุดแรก ริมฝีปากหนาได้รูปก็เผยยิ้มออกมาขณะที่เท้าก็เดินตรงเข้าไปหาร่างบางที่ฟุบอยู่กับโต๊ะอย่างเบาที่สุด และยิ่งเห็นสิ่งที่เธอกำลังกกกอดเอาไว้แนบแก้มราวกับหวงแหนก็ยิ่งทำให้เขาหัวใจพองโตเปิดยิ้มกว้างหน้าบานขึ้นไปอีก

 

พศวัตยืนชื่นชมภาพนั้นพักใหญ่ตอนแรกว่าจะปลุกหญิงสาว แต่คิดไปคิดมาก็เปลี่ยนใจจึงค่อยๆ จับเรียวแขนที่กอดรัดกระถางเล็กเอาไว้ออก จากนั้นก็ยกมันไปวางไว้ที่มุมโต๊ะ แล้วค่อยๆ บรรจงอุ้มร่างบางที่ยังคงหลับลึกเข้าไปวางบนเตียงในห้องพักภายในห้องทำงานของตัวเองอย่างเบามือจัดระเบียบให้หญิงสาวได้นอนในท่าสบายที่สุด เสร็จแล้วใช่เขาจะออกจากห้องไปในทันที พศวัตยังคงอ้อยอิ่งหย่อนตัวนั่งลงตรงขอบเตียง ยื่นมือไปปัดเส้นผมที่ระใบหน้าสวยออก แล้วไล้นิ้วไปตามแก้มนวลลงมาหยุดที่ริมฝีปากสีชมพูที่เคลือบไว้เพียงลิปกลอสอย่างเผลอไผล และสุดจะห้ามใจใบหน้าหล่อคมคายค่อยๆ โน้มลงไป ริมฝีปากหนาปิดประทับเบาๆ ที่ริมฝีปากบางเนิ่นนาน ก่อนจะรีบผละออกอย่างตกใจเมื่อคนโดนขโมยจูบเปลี่ยนอริยาบถ ให้ตายสินับวันเขายิ่งทำตัวเป็นหนุ่มน้อยริรักสาวเข้าไปทุกวัน ไหนจะเลือกซื้อดอกไม้เป็นชั่วโมงกว่าจะได้ ไหนจะแอบจูบตอนหญิงสาวหลับ คิดแล้วก็สะบัดศีรษะก่อนจะยกมือขึ้นลูบหน้าตัวเองแรงๆ

 

“ชักจะอาการหนักแฮะเราเนี่ย”

 

บ่นตัวเองพลางจะถอนหายใจ หยัดกายลุกขึ้นยืนจ้องมองเจ้าของร่างบางนั้นพักใหญ่ ก่อนจะตัดใจออกมาทำงานต่อ ไม่อย่างนั้นมีหวังได้มีการลักหลับเกิดขึ้นเป็นแน่

 

 

 

ผ่านไปหลายชั่วโมงกว่าวรรณวลีที่นอนหลับสบายอยู่บนเตียงนุ่มก็รู้สึกตัวเดินงัวเงียออกมาก็พบว่าในห้องทำงานไม่มีใครอยู่เลย

 

“ไปไหนเนี่ย”

 

พูดกับตัวเองพลางขมวดคิ้วมุ่น ยกนาฬิกาข้อมือขึ้นมาดูก่อนจะอ้าปากค้างพร้อมกับเบิกตากว้าง อีกสิบนาทีจะสี่โมงเย็น นี้เธอหลับไปนานขนาดนี้เลยเหรอเนี่ย แล้วก็ไม่มีใครคิดจะไปปลุกเธอบ้างเลยเหรอ วรรณวลีโอดครวญในใจพลางยกมือกุมใบหน้า หันซ้ายหันขวา แล้วตัดสินใจเดินเข้าห้องน้ำไปจัดการล้างหน้าล้างตาเรียกความสดชื่นก่อนเป็นอันดับแรก

 

วรรณวลีเดินเช็ดหน้าออกมาจากห้องน้ำตรงมาที่โต๊ะทำงานของตัวเอง คิ้วเรียวสวยเลิกขึ้นเมื่อมีโน๊ตแปะอยู่ มือบางดึงมันขึ้นมาแล้วอ่าน

 

“พี่มีประชุมด่วน ถ้ายังง่วงอยู่กลับไปนอนต่อได้นะพี่อนุญาติ พี่พต…บ้า ใครจะไปนอนอีกกัน นอนหลายชั่วโมงขนาดนี้ไม่รู้คืนนี้จะนอนหลับหรือเปล่าก็ไม่รู้”

 

บ่นอุบอิบพลางอมยิ้ม ก่อนจะเกิดอาการหน้าร้อนผ่าวขึ้นมาเมื่อคิดว่าคนที่อุ้มเธอไปนอนที่เตียงคงจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากเจ้าของโน๊ตแผ่นนี้

 

“น่าอายที่สุด หวังว่าฉันคงไม่นอนกรนหรือนอนน้ำลายยืดหรอกนะ”

 

“ไหลยืดอาบไปทั้งโต๊ะเลยล่ะ”

 

เสียงตอบนุ่มทุ้มที่ดังมาจากประตูทำให้คนที่บ่นกับตัวเองอย่างวรรณวลีถึงกับผงะ หน้าแดงก่ำไปกับคำตอบของชายหนุ่ม

 

“คุณมาตั้งแต่เมื่อไหร่กันเนี่ย แล้วที่พูดเมื่อกี้จริงหรือเปล่า”

 

ถามเสียงแผ่วภาวนาให้เขาแค่พูดล้อเล่น เพราะถ้าเกิดเป็นเรื่องจริงขึ้นมาเธอไม่รู้จะเอาหน้าไปมุดไว้ที่ไหน

 

“จริง”

 

“ฮ้า!”

 

“ซะเมื่อไหร่ล่ะ”

 

พศวัตบอกเสียงกลั้วหัวเราะเมื่อเห็นสีหน้าเหลอหลาของวรรณวลีนั้นแดงก่ำเพราะความอาย ก่อนจะเปลี่ยนเป็นบึ้งตึงเง้างอดเมื่อรู้ว่าตัวเองโดนหลอก

 

“อีตาบ้า!”

 

ว่าแล้วก็สะหน้าหนีทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้บุนวมอย่างงอนๆ เดือดร้อนคนต้นเหตุที่ต้องรีบตรงรี่เข้าไปง้อ ด้วยใบหน้าที่เปื้อนไปด้วยรอยยิ้ม เขาจำไม่ได้ว่าวรรณวลีเคยงอนเขาและเขาเคยง้อเธอแบบนี้ครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่ เพราะตั้งแต่วันที่เขาและเธอปฏิเสธที่จะหมั้นหมายกันตามความเห็นของผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่าย ก็แทบจะไม่ค่อยจะได้พูดคุยกันเลย

 

“พี่ขอโทษ น่า…อย่างอนเลยน่า นะๆๆๆ ดีกัน ดีกัน”

 

พสวัตเอื้อมไปหยิบเอากระถางดอกไฮยาซินธ์ที่วางอยู่บนโต๊ะของหญิงสาวมายื่นให้กับเจ้าตัวอีกครั้ง พร้อมกับเอ่ยปากขอโทษ วรรณวลีมองก่อนจะรับมันมากอดไว้แล้วก้มหน้าพูดอย่างอายๆ ว่า

 

“ขอโทษอะไร ฉันไม่ได้เป็นอะไรสักหน่อย”

 

“ก็ขอโทษเรื่องที่ล้อเล่นเมื่อครู่ และขอโทษทุกๆ คำพูดที่ทำให้เปรี้ยวเสียใจและไม่พอใจ สัญญาว่าต่อไปจะใช้เหตุผลมากกว่าอารมณ์ นะ”

 

ท้ายประโยคชายหนุ่มยื่นหน้าเข้ามาใกล้จนวรรณวลีถึงกับผงะจะขยับตัวหรือลุกหนีก็ไม่ได้เพราะแขนทั้งสองข้างของพศวัตที่ค้ำอยู่กับที่พักแขนเก้าอี้กักตัวของเธอไว้

 

“อะ…เอ่อ…ฉันไม่โกรธคุณหรอก ไม่ว่าเรื่องที่พูดเมื่อครู่หรือเรื่องที่แล้วๆ มา คราวนี้คุณถอยออกไปได้หรือยัง”

 

วรรณวลีที่นั่งหดตัวอยู่บนเก้าอี้ก้มหน้าก้มตาบอกเขาด้วยใบหน้าที่แดงก่ำหัวใจที่เต้นรัวราวกับจะทะลุออกมานอกอก เมื่อรู้สึกถึงการเคลื่อนไหวว่าชายหนุ่มได้ขยับมือออกจากที่พักแขนเก้าอี้แล้ว วรรณวลีจึงเงยหน้าขึ้น 

 

“ว๊าย!”

 

วรรณวลีแต่ก็ต้องร้องเสียงหลง ลุกขึ้นพรวดพราดจนเกือบเสียหลัก เมื่อพศวัตขยับแค่มือออกเท่านั้น แต่ใบหน้าของเขายังยื่นเข้ามาใกล้ และดูเหมือนจะใกล้กว่าเดิมเพราะเพียงแค่เธอเงยขึ้นปลายจมูกโด่งก็ปัดผ่านแก้มนวลของเธอจนสัมผัสได้ถึงความร้อนผ่าว

 

“ระวังหน่อยสิ”

 

พศวัตถลาเข้าไปคว้าร่างบางที่ซวนเซจะล้มแหล่มิล้มแหล่หลังจากที่ลุกจากเก้าอี้แบบปัจจุบันทันด่วนจนผิดจังหวะ

 

“ขะ…ขอบคุณค่ะ และก็ปล่อยฉันได้แล้วค่ะ”

 

“เย็นนี้ว่างไหม”

 

เขาไม่ปล่อยแถมเฉไฉถามไปเรื่องอื่น และออกจะชอบด้วยซ้ำที่นานๆ จะได้เห็นยัยตัวแสบทำท่าทางน่ารักน่าจูบได้ขนาดนี้

 

“ไม่ว่างค่ะ”

 

ใบหน้าที่ดูจะอารมณ์ดีของพศวัตบึ้งตึงทันที แต่ไม่นานมันก็กลับมาเกลื่อนด้วยรอยยิ้มอีกครั้ง เมื่อรู้ว่าที่วรรณวลีไม่ว่างนั้นไม่ใช่เพราะรเมสคู่แข่งหัวใจหมายเลขหนึ่ง

 

“พอดีเย็นนี้มีนัดทานข้าวที่บ้านกับคุณพ่อและคุณแม่ค่ะ”

 

“งั้นวานบอกคุณป้าด้วยนะว่าทำเผื่อผมกับคุณพ่อด้วย”

 

“ใครเชิญคะ”

 

“พี่นี่แหละ”

 

บอกเสียงกลั้วหัวเราะ เมื่อใบหน้าสวยงอง่ำอย่างขัดใจ และเลิกขัดขืน เธอคงจะลืมไปด้วยมั้งว่ากำลังอยู่ในอ้อมแขนของเขา แต่ก็ดีนานๆ จะมีโอกาสแบบนี้เสียที

 

“หรือไม่อยากให้พี่กับคุณพ่อไปทานข้าวด้วย”

 

พศวัตแสร้งทำเสียงงอนกลับไปบ้าง และก็ได้ผล

 

“จะไปก็ไปสิ ไม่ได้ว่าอะไรเสียหน่อย ทำอย่างกับจะห้ามได้ ว่าแต่จะกินพิเศษไหมล่ะคะจะได้บอกคุณแม่ทำเผื่อถูก”

 

“น่ารัก”

 

ไม่พูดเปล่าชายหนุ่มยังอาศัยที่เผลอหอมแก้มนวลของสาวเจ้าไปหนึ่งฟอดใหญ่ ก่อนจะผละออกไปเก็บของที่โต๊ะทำงานของตัวเอง โดยที่คนโดนหอดแก้มยังคงยืนนิ่งตัวแข็งเป็นหินอย่างตกใจ วันนี้เป็นวันอะไรเนี่ยทำไมผู้ชายคนนี้ถึงชอบทำอะไรแปลกๆ ให้ได้อายอยู่เรื่อย คิดพลางกะพริบตาปริบๆ ไม่กล้าแม้จะเหลือบตามองไปยังคนขี้ขโมย ก่อนจะยกมือขึ้นสัมผัสความร้อนฉ่าแทบจะระเบิดบริเวณแก้มที่ยังคงแดงระเรื่อ

 

“เดี๋ยวพี่แวะไปบอกป้าวรรณเองดีกว่า และพี่ว่าตอนนี้เรากลับบ้านเลยแล้วกันนะ”

 

“เดี๋ยวสิคะ ยังเหลือเวลาอีกเกือบชั่วโมงกว่าจะเลิกงาน”

 

วรรณวลีที่ยืนกุมแก้มของตัวเองประท้วงเสียงแผ่ว แต่ใช่พศวัตจะสนใจ ชายหนุ่มเดินไปหยิบกระเป๋าและกระถางดอกไม้มายัดใส่มือของเจ้าตัวที่ยังคงยืนทำหน้าเหรอหราอยู่ แล้วกึ่งจูงกึ่งลากเธอออกจากห้องไปหากชนุชแล้วสั่งงานเลขาคนเก่งสองสามประโยค จากนั้นก็ลากเธอไปขึ้นรถของเขากลับบ้านอย่างที่ได้บอกเอาไว้ โดยที่รถของเธอนั้นก็จอดทิ้งเอาไว้ที่บริษัท และวรรณวลีเองก็ไม่ได้ประท้วงหรือขัดขืนอะไรเลย เขาว่าอะไรก็เออออไปหมดมันมึนๆ คล้ายกับประมวลผลไม่ทัน เอะ! หรือเธอโดนมนต์เสน่ห์ของเขาเล่นงานเอาเสียแล้ว

 

**************************************************************************

ตอนนี้พระเอกของเราก็เริ่มรุกขึ้นมานิดหนึ่งแล้วมั้งเนาะ 555

ขอบคุณทุกการติดตามและทุกคอมเม้นนะคะ




*หมายเหตุ งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา



จำไว้ตลอด

กรุณา login เพื่อ comment งานเขียนนี้

???? สมัครสมาชิก ฟรี ตลอดชีพ
1
154





kesmani
(kesmani)

ผู้ชมข้อมูลนี้แล้ว 21,875 ครั้ง
เป็นสมาชิก: นานกว่า 2 ปี
แบ่งปันความรู้ 28 ครั้ง
ได้รับดาว 51 ดวง

โหวตเพิ่มดาว



Google  
ผู้สนับสนุน คลิีกดูสถิติ
อีเมล : star@vcharkarn.com
โทรศัพท์ : 02-9620127
Creative Commons License สงวนสิทธิ์บางประการภายใต้สัญญาอนุญาต ครีเอทีฟคอมมอนส์ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย.
ท่านสามารถนำเนื้อหาในส่วนบทความไปใช้ แสดง เผยแพร่ โดยต้องอ้างอิงที่มา ห้ามใช้เพื่อการค้าและห้ามดัดแปลง
Page generated in0.3235 seconds !